May 24

หน้าที่ของนักบริหารอันพึงปฏิบัติ 6 ประการ

ซึ่งนอกจากจะเป็นคนดีด้วยคุณวุฒิ และประพฤติดีโดยเป็นผู้มีคุณภาพ ตลอดจนปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัดตามระเบียบวินัยที่ได้กำหนดขึ้นแล้ว ผู้ที่มีหน้าที่บริหารจะต้องถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติอันเป็นคุณความดีพิเศษอีก ดังต่อไปนี้ คือ

  1. ตั้งใจทำการงาาน
  2. อ่านใจคนอื่นเป็น
  3. เห็นใจต่อผู้น้อย
  4. มีใจคล้อยเที่ยงธรรม
  5. น้อมใจตามมติรวม
  6. ร่วมใจประพฤติดี

แต่ละข้อล้วนเป็นคุณสมบัติพิเศษ ซึ่งผู้มีหน้าที่บริหารงานทุกๆคนควรได้เข้าใจแล้วประพฤติตาม เพื่อจะได้เป็นผู้บริหารงานที่เก่งด้วย และเก่งโดยเป็นคนดีอีกด้วย ดังจะอธิบายเป็นลำดับไป

Share
Jan 08

บทบาทของนักบริหาร

ผู้มีหน้าที่ในการบริหารงานจึงเป็นผู้มีเกียรติ โดยมีฐานะคือตำแหน่งหน้าที่ที่สำคัญ และประสบความสำเร็จในการทำงาน เพราะนอกจากตัวเองได้บรรลุถึงความเจริญอันเป็นเหตุให้มีเกียรติไปแล้ว ยังเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยให้วงงานที่ตนมีหน้าที่รับผิดชอบได้ก้าวหน้าไปสู่ความเจริญตามความมุ่งหมายอีกด้วย ซึ่งเป็นการแน่นอนอีกว่า การช่วยกันสร้างความเจริญให้แก่หน่วยงานต่างๆที่ตนมีหน้าที่ทำนั้น คือสร้างความเจริญให้แก่ตนเองด้วยเช่นกัน เพราะเมื่องานในหน้าที่อันตนทำนั้นได้เจริญขึ้น เป็นปึกแผ่นมั่นคงคล้ายกับต้นกัลปพฤกษ์แล้ว ก็จะให้ผลประโยชน์เช่นตำแหน่งผลตอบแทนอื่นๆ เช่น ค่าจ้าง รางวัล ที่คู่ควรกับความรับผิดชอบสืบไป

แม้แต่การทำงานในสถานประกอบการของเอกชนที่มั่นคง ผู้ที่ทำงานย่อมอบอุ่นใจ เพราะหวังฝากอนาคตรวมทั้งชีวิตตนไว้ด้วยได้ตลอดไปอย่างแน่อนอน โดยไม่ต้องหวั่นใจว่าสถานประกอบการที่ตนทำงานอยู่ด้วยนั้นจะไม่มั่นคง ต้องเตรียมหางานที่อื่นทำอีก

นอกจากนั้น ผู้บริหารงานจักต้องประพฤติตนให้เป็นผู้มีคุณธรรม โดยเป็นทั้งผู้เก่งจริงสามารถจริง สมกับพระราชนิพนธ์ของล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 ในเรื่อง “อำนาจเป็นธรรม” ตอนหนึ่งว่า

“ผู้เก่งจริง คือ ผู้ทำการสำเร็จทุกอย่างที่ตั้งใจทำ” ดังนี้ฯ

ความสำเร็จของงานที่ต้องทำร่วมกันด้วยคนเป็นจำนวนมากเป็นงานที่ต้องใช้ทั้งกำลังความคิด และสติปัญญา เป็นปัจจัยสำคัญ มิใช่ต้องใช้เพียงกำลังกายแต่เพียงอย่างเดียว

ฉะนั้น ผู้ที่มีหน้าที่บริหารจึงต้องมีบทบาทและระดมกำลังที่ตนมีเพื่อทำงานให้เต็มที่ โดยเฉพาะจะต้องเป็นตัวอย่างที่ดีของผู้ใต้บังคับบัญชาที่จะถือเป็นเยี่ยงอย่างและปฏิบัติตาม

Share
Jan 07

หน้าที่นักบริหาร – หลักปฏิบัติ 6 ประการเพื่อความสำเร็จ

โลกก้าวหน้าทางวัตถุไปอย่างรวดเร็ว จนทำให้ความเจริญทางจิตใจตามไม่ทัน การที่นักบริหารส่วนใหญ่ในปัจจุบันจะกระทำสิ่งใด ต้องให้ได้ผลประโยชน์มากที่สุดจนเป็นที่พอใจ จึงจักชื่อว่าทำสำเร็จในงานนั้น ความสำเร็จปัจจุบันจึงวัดกันด้วยทรัพย์สินเงินทอง การมีคนนับหน้าถือตามีบริวารและการมียศฐาบรรดาศักดิ์ นี่เป็นเพราะบริหารงานตามกระแสวัตถุนิยมที่โลกและสังคมได้สมมติขึ้น บุคคลที่เป็นนักบริหารประเภทที่หลงในสมมติ จึงต้องตกเป็นทาสของวัตถุนิยมอยู่ตลอดมา

นักบริหารอีกประเภทหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน สามารถทำงานหรือบริหารงานได้เป็นอย่างดี มีความสุขและเกิดประโยชน์มากที่สุดแก่ตนเอง ครอบครัว รวมไปถึงสังคมด้วย อันเป็นการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด สิ่งสำคัญที่สุดที่มีอยู่ในจิตใจของนักบริหารประเภทนี้ คือความสุจริต อันเป็นหลักใหญ่ของการบริหารงานแบบธรรมาภิบาล หนังสือเล่มนี้บรรยายถึงหน้าที่ของนักบริหารและคุณสมบัติพิเศษของนักบริหาร โดยชี้แจงถึงคุณสมบัติที่ผู้ปรารถนาจักเป็นนักบริหารที่ดี ควรยึดถึอและปฏิบัติเป็นพิเศษ คือ เป็นคนเก่งพร้อมกับการเป็นคนดีด้วย ผลที่ได้คือมีความสุข

คุณสมบัติพิเศษของนักบริหาร คือ คุณความดีที่ผู้มีหน้าที่บริหารควรยึดถือ และปฏิบัติเป็นพิเศษ เพราะจะส่งเสริมและสนับสนุนให้เป็นคนดียิ่งขึ้นอย่างแท้จริง สมกับตำแหน่งหน้าที่ทุกประการ ทั้งจะเป็นไปตามความต้องการ ของผู้มีอำนาจในการบริหารงานระดับนั้นๆ ที่มุ่งประสงค์เป็นผู้มีหน้าที่บริหาร ซึ่งเป็น “คนเก่ง” คือเข้มแข็งเชี่ยวชาญในวิชาการต่างๆ และต้องเป็น “คนดี” อีกด้วย… อมตวาจา พระพรหมมังคลาจารย์ : ปัญญานัทภิกขุ

Share
Jan 06

การงานคือการปฏิบัติธรรม

อันการงาน คือคุณค่า ของมนุษย์
ของมีเกียรติ สูงสุด อย่าสงสัย
ถ้าสนุก ด้วยการงาน เบิกบานใจ
ไม่เท่าไร ได้รู้ธรรม ฉ่ำซึ้งจริง
เพราะการงาน เป็นตัวการ ประพฤติธรรม
กศลกรรม กล้ำปนมา มีค่ายิ่ง
ถ้าจะเปรียบ ก็เปรียบคน ฉลาดยิง
นัดเดียววิ่ง เก็บนก หลายพกมา
คือการงาน นั้นต้องทำ ด้วยสติ
มีสมาธิ ขันติ มีอุตสาห์
มีสัจจะ มีทมะ มีปัญญา
มีศรัทธา และกล้าหาญ รักงานจริง

จากหัวข้อธรรมในคำกลอน โดยพระธรรมโกศาจารย์ : พุทธทาสภิกขุ

Share
Jan 05

หน้าที่ผู้ใต้บังคับบัญชา

ผู้น้อย คือผู้ใต้บังคับบัญชา ทั้งผู้ใหญ่และผู้น้อยต่างต้องอาศัยซึ่งกันและกัน ไม่ควรจะท้อใจหรือเสียใจว่า เราต้องทำงานต่ำ ต้องเหนื่อยมาก ไม่มีเกียรติ คนจะมีเกียรตินั้นอยู่ที่ใครทำงานมากใครทำงานน้อย เพราะเกียรติของคนอยู่ที่ผลของงาน เกียรติของงานอยู่ที่การกระทำ ผลของงานจะเกิดเจริญขึ้น หรือเสื่อมลง เนื่องด้วยคนทำงานมากหรือทำงานน้อยนั่นเอง

หน้าที่ของผู้ใต้บังคับบัญชา 11 ประการ

ประการที่ 1 ต้องอ่านผู้ใหญ่ที่ปกครองตัวให้ออก
เมื่ออ่านนิสัยของผู้ใหญ่ออกแล้ว ก็ย่อมประพฤติตนให้เป็นที่ถูกใจผู้ใหญ่ได้โดยง่าย และการทำงานทั้งหลายก็ย่อมดำเนินไปได้ด้วยความสะดวก ถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่สุดและสำคัญยิ่งของผู้น้อย ถ้าอ่านไม่ออกแล้วการกระทำการพูดทั้งหลายจะพลอยเสียหมด

ประการที่ 2 มีความจงรักภักดี
แสดงความเคารพนับถือ มีความรักใคร่ ยกย่อง ยำเกรง ในฐานะที่เป็นผู้ใหญ่ อย่าเพิ่งไปคิดลบหลู่ดูหมิ่นหรือดูถูก จนเป็นเหตุให้จิตใจของเราตั้งไว้ผิดเป็นโทษหลายประการ

นึกอยู่เสมอว่า “ถ้าต้องการให้ผู้ใหญ่รักเรา เราจงรักภักดีต่อท่านก่อนด้วยความจริงใจ

ประการที่ 3 ต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสั่ง
สิ่งใดที่ท่านได้สั่งตามระเบียบหน้าที่ของการงานแล้ว จะต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตามความโดยเคารพ พยายามทำให้สำเร็จตามความมุ่งหมาย และให้ดีที่สุดเท่าที่ตนจะทำได้ ผลของงานที่เราทำตามคำสั่งนั่นแหละเป็นรายงานอยู่ในตัวเสร็จ ย่อมเป็นที่ไว้วางใจของผู้ใหญ่ และจะให้ทำงานที่ยากและใหญ่ขึ้นต่อไป

ประการที่ 4 ต้องยกย่องชมเชยผู้ใหญ่ในที่ทุกสถาน
พูดชมเชย สรรเสริญคุณงามความดีของผู้ใหญ่ตามที่เป็นจริง หากจะมีใครถามถึงความชั่วของผู้ใหญ่บ้าง ถ้าเรารู้ว่าไม่เป็นจริง ต้องคัดค้านทันที หากเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ประพฤติชั่วจริง ก็อย่าพูดจาทับถมเพื่อกดให้เลวลง หาโอกาสพูดกลบเกลื่อนหรืองดพูดเลย

ประการที่ 5 เห็นงานสุจริตเป็นศักดิ์สูง
งานสุจริตหรือทุจริต นี้มีอะไรเป็นเครื่องวัดเล่า? พึงถือหลักพิสูจน์ดังนี้ ถ้างานใดทำแล้วถูกกฏหมาย ถูกศีล ถูกธรรม ถูกประเพณี เรียกว่าเป็นงานสุจริต ถ้าเป็นงานที่ตรงกันข้าม คือ ทำแล้วผิดกฏหมาย ผิดศีล ผิดธรรม ผิดประเพณีอย่างใดอย่างหนึ่ง ชื่อว่าเป็นงานทุจริต

ประการที่ 6 ไม่มุ่งร้ายริษยาผู้ใหญ่
เราต้องตั้งใจดี มีมุทิตาจิตพลอยยินดีในความเจริญของผู้ใหญ่หรือในเมื่อผู้ใหญ่ได้ลาภยศเสมอ ทั้งไม่มีจิตคิดริษยาแกล้งทำงานให้เสียไป พยายามทำงานในความควบคุมของท่านให้ดีและเรียบร้อย

ประการที่ 7 ไม่มีนิสัยตื่นเต้น
ในเวลาที่ผู้ใหญ่ชมหรือยกย่อง ก็ไม่ฟุ้งหรือร่าเริงจนเกินไป เวลาถูกติหรือลงโทษ ก็ไม่ฝ่อหรือเศร้าโศกจนไม่มีจิตใจทำการงาน ต้องพยายามระงับสติข่มความฟุ้งความฝ่อไว้ โดยพิจารณาค้นหาเหตุของการที่ได้รับความชมเชยหรือถูกตำหนิว่าเกิดมาจากอะไรแน่ เราได้รับสรรเสริญก็เพราะเราทำความดี และเราได้รับความติเตียนว่ากล่าวลงโทษก็เพราะเราทำความผิด พึงเห็นเป็นเรื่องปกติธรรมดา เพราะการทำงานนั้น เมื่อทำแล้วถ้าไม่ถูกก็ต้องผิดอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่มีใครที่ทำอะไรโดยไม่ผิดเลย นอกจากคนที่ไม่ทำงานเท่านั้น

ประการที่ 8 มีจิตหนักแน่นในกิจการงานอันเป็นหน้าที่
เมื่อได้รับมอบหมายให้ทำงานอะไรแล้ว จะต้องตั้งใจให้มั่นคงไม่โลเลหรือท้อถอยต่อกิจการนั้น แม้ว่าจะต้องลำบากตรากตรำ หรือมีอุปสรรคยุ่งยากมากน้อยเพียงไร ก็มีความหนักแน่นอดทน หาวิธีทำทุกอย่างในทางที่ชอบ ไม่ยอมเลิกหรือละทิ้งงานเสียง่ายๆ เพื่อให้งานนั้นๆสำเร็จไปตามมุ่งหมายของผู้ใหญ่ทุกประการ

ประการที่ 9 ทำงานมากเห็นเป็นเกียรติ
ถ้าตนถูกผู้ใหญ่ใช้ให้ทำงานมากกว่าคนอื่น ซึ่งผู้น้อยทั่วๆไปเขาทำพอสมควรก็เสร็จแล้วเลิกไป ตนเองยังต้องทำต่อไป หรือว่าบางทีต้องหอบเอางานไปทำนอกเวลาในที่พักอีก จงเห็นว่า นี่แหละเป็นเกียรติ เพราะตนเป็นที่ไว้วางใจของผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่เชื่อในความสามารถของตน ท่านจึงมอบหมายการงานให้ทำมาก ฉะนั้นจึงควรเห็นว่า การได้ทำงานมากนั่นแหละเป็นเกียรติ

ประการที่ 10 ตั้งมั่นอยู่ในกตัญญูกตเวที
ผู้ใหญ่ที่ปกครองคนทุกคน ชื่อว่าเป็นผู้ที่มีอุปการะคุณแก่ผู้น้อยทุกคน ถึงแม้ว่าผู้ใหญ่จะไม่ได้ให้อะไรเป็นพิเศษแก่ผู้น้อยเลยก็ตาม เพียงแต่ท่านได้รับเราเข้าไว้ให้ทำงานในบังคับบัญชาของท่านเท่านั้นก็ชื่อว่ามีอุปการะคุณต่อเราแล้ว เพราะถ้าท่านไม่ยอมรับเราเข้าทำเราก็ย่อมไม่ได้ทำงาน จะทำให้เราเกิดความยากลำบาก เนื่องจากไม่มีงานทำแน่นอน เหตุนี้ผู้น้อยจึงควรแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้ใหญ่ โดยตั้งใจทำงานที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จไปด้วยดีโดยเรียบร้อย และให้ของขวัญในโอกาสพิเศษ เช่น วันเกิด เป็นต้น หรือช่วยเหลือกิจการส่วนตัวของท่านเท่าที่ตนสามารถทำได้

ประการที่ 11 ไม่ตีเสมอผู้ใหญ่โดยทางกาย วาจา ใจ
ในทางกาย เช่น นั่งเสมอผู้ใหญ่ หรือแสดงกิริยาเอาอย่างผู้ใหญ่ เป็นต้น ในทางวาจา เช่น พูดจากับผู้ใหญ่คล้ายๆพูดกับเพื่อนโดยใช้วาจาแสดงความสนิทสนมเกินสมควรที่ผู้น้อยจะพึงกระทำ และใจของตน ก็อย่าได้คิดเปรียบเทียบว่า ผู้ใหญ่นี้ก็มีมือ มีเท้า และรูปร่างเหมือนกับเรา ไม่เห็นว่าจะวิเศษกว่าเราอย่างไรกัน เพราะจะทำให้ตนเกิดความประมาท และทำอะไรผิดพลาดได้เสมอ

การตีเสมอนี้ย่อมไม่เป็นที่ชอบใจของผู้ใหญ่ ถึงแม้ท่านจะไม่พูดออกมา แต่ก็คิดไว้และทราบนิสัยอันเลวทรามทันที

งานที่ใหญ่โต กว้างขวางนั้น อยู่ที่ความไว้วางใจต่อกัน ทุกคนปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์ รักษาหน้าที่ของตนอย่างเคร่งครัด รับผิดชอบในงาน ไม่ทำหน้าที่ของตนให้บกพร่องแม้แต่น้อย เมื่อทำบ่อยๆ ความไว้วางใจก็เกิดขึ้น ทำให้คนที่มาติดต่อเกิดความเบาใจ ฉะนั้น ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นเรื่องสำคัญ และเป็นดวงใจของการกระทำงานอีกประเภทหนึ่ง

พระเดชพระคุณ พระพรหมมังคลาจารย์ : ปัญญานันทภิกขุ

Share
Jan 04

หน้าที่ผู้บังคับบัญชา

ผู้ใหญ่ในที่นี้ หมายถึง “ผู้มีอำนาจปกครองบังคับบัญชา” คนหมู่หนึ่งหรือคณะหนึ่ง ตลอดจนประเทศหนึ่งหรือหลายประเทศรวมกัน แม้อย่างน้อยที่สุดปกครองตั้งแต่สองคนขึ้นไป และไม่จำกัดอายุว่า มากน้อยเท่าไร ก็เรียกว่า ผู้ใหญ่หรือผู้บังคับบัญชา โดยได้รับการแต่งตั้งจากผู้มีอำนาจสูงขึ้นไป หรือผู้น้อยได้ยกย่องขึ้น

โดยเหตุที่ผู้ใหญ่เป็นผู้มีอำนาจบันดาลและประสิทธิ์ประสาทความดี ความชั่ว ความเจริญ ความเสื่อม ตลอดจนความสุขและความทุกข์ให้แก่คนจำนวนมาก ผู้น้อยประพฤติเสียหายร้อยคนยังไม่เท่ากับผู้ใหญ่ประพฤติเสียคนเดียว เพราะจำนวนร้อยคนที่ประพฤติเสียนั้นย่อมเป็นความเสื่อมเสียเฉพาะตัวโดยส่วนมาก และผู้ใหญ่ยังเรียกมาตักเตือนว่ากล่าวสั่งสอนหรือลงโทษ เพื่อให้กลับตัวกลับใจทำดีเสียใหม่ได้ แต่ผู้ใหญ่ประพฤติไม่ดีเสียเองแล้ว ย่อมเป็นความเสื่อมเสียชื่อเสียงหมดสิ้นทั้งหมู่คณะ ทำความเดือดร้อนให้แก่ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาโดยทั่วกัน และใครๆก็ไม่กล้าที่จะตักเตือน หรือแนะนำลงโทษอย่างใดด้วย เป็นเหตุให้ผู้ใหญ่ที่ทำผิดแล้วมักไม่ค่อยรู้สึกตัวเนื่องจากเห็นว่าไม่มีใครว่ากล่าว ถึงแม้เขาจะพูดติฉินนินทาเขาก็พูดลับหลัง ไม่กล้าพูดต่อหน้า จึงทำผิดมากขึ้นทุกทีๆ

หน้าที่อันผู้บังคับบัญชาพึงปฏิบัติ 11 ประการ

ประการที่ 1 ต้องอ่านผู้น้อยของตนออก

คือ จะต้องค้นคว้า ศึกษา สืบสวน ให้ทราบถึงอัธยาศัยใจคอความประพฤติตน ความรู้พิเศษ ว่าผู้น้อยคนไหนเป็นอย่างไร ตลอดจนความเป็นอยู่ทางบ้านว่าเป็นเช่นไร เพื่อจะพูดจาใช้สอยให้เหมาะแก่ความรู้และอัธยาศัย เมื่อมีใครถูกฟ้องหรือมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น ก็จะมีทางพิจารณาวินิจฉัยได้ถูกต้องหรือใกล้เคียง ไม่ใช่หลงฟังแต่ผู้ที่รายงานฟ้องเพียงอย่างเดียว

ประการที่ 2 มีจิตใจเอื้อเฟื้อต่อผู้น้อย
นึกอยู่เสมอว่า ผู้น้อยย่อมมีอะไรน้อยกว่าตนอยู่เป็นส่วนมาก คอยเอาใจใส่ช่วยเหลือ ทั้งในด้านความรู้ ความเป็นอยู่ตามควรแก่กรณี พร้อมจะให้อภัยความผิดพลาดของผู้น้อยที่ทำไปโดยไม่เจตนา

ประการที่ 3 ใช้ธรรมะเป็นอำนาจ
คือต้องยึดเหตุผลเป็นหลัก จะทำอะไร จะพูดอะไร ก็ต้องทำและพูดโดยมีเหตุผล ถือเอาควรทำและไม่ควรทำเป็นเกณฑ์ ถึงคราวจะร้อนก็ร้อนเท่าแสงอาทิตย์ ถึงคราวเย็นก็เย็นเท่าแสงจันทร์ คือไม่ให้ร้อนถึงไหม้และไม่ให้เย็นถึงหนาว ทำตนให้เป็นหลัก เรียกว่าใช้ธรรมะเป็นอำนาจ ก็ย่อมเป็นที่พึ่งของผู้น้อยได้ ทำให้เกิดความรักใคร่ เคารพ ยำเกรง และนับถือแก่ผู้น้อย

ประการที่ 4 ถึงคราวขู่ก็ขู่ ถึงคราวประคองก็ประคอง
ผู้น้อยย่อมมีนิสัยต่างกันไป ผู้ใหญ่จึงจำเป็นต้องใช้วิธีปกครองหลายอย่าง เพื่อให้เหมาะกับนิสัยผู้น้อย เช่น ปลอบบ้าง ปราบบ้าง ยอบ้าง ดุบ้าง ตามสมควรแก่บุคคลและเรื่องราวที่เกิดขึ้นนั้นๆ สุดแต่วิธีไหนจะเหมาะสมและได้ผล คือให้ผู้น้อยกลับตนเป็นคนดีได้

วิธีปกครอง เมื่อประมวลแล้วก็มี 2 อย่าง คือ ขู่กับประคอง
ขู่ หมายถึง บังคับ ปราบปราม ดุ หรือลงโทษอย่างใดอย่างหนึ่งแก่ผู้ทำผิดเพื่อให้เข็ดหลาบ จะได้สำนึกและไม่ทำผิดอีก
ประคอง หมายถึง บัญชา สั่งสอน ปลอบโยน ยกย่อง ชมเชย ให้รางวัลแก่ผู้ที่ทำดี เพื่อให้มีกำลังใจในการปฏิบัติงาน
ขู่กับประคองนี้เหมือนพระเดชพระคุณ ผู้ใหญ่จะใช้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ ผู้ใหญ่ที่ดีเมื่อถึงคราวควรขู่ก็ขู่ เมื่อถึงคราวควรประคองก็ประคอง มีจิตใจหวังดีสม่ำเสมอ ใคร่ครวญให้รอบคอบ แล้วจึงขู่หรือประคอง ไม่กดจนฝ่อ และไม่ยกจนเหลิงไป

ประการที่ 5 ให้ผู้น้อยทำงานที่เหมาะแก่ความสามารถ
ผู้น้อยมีความรู้ความชำนาญแผนกใด ก็ให้ทำงานแผนกนั้น งานย่อมสำเร็จเรียบร้อย หรือต้องฝึกให้รู้เข้าใจดีเสียก่อน แล้วจึงมอบงานนั้นให้ทำ และจะต้องรู้ว่างานนั้นเขาชอบทำหรือไม่ ถ้าเขาไม่ชอบมันก็ขัดกับอัธยาศัย งานนั้นก็มักไม่สำเร็จ หรือสำเร็จแต่ไม่เรียบร้อย พยายามเลือกงานที่เขาชอบ มิฉะนั้นต้องอธิบายชี้แจงถึงผลดีและผลเสียของงานนั้นให้เขาทราบ ปลูกจิตใจให้เขามีความพอใจในงานนั้นๆเสียก่อน จึงให้ลงมือทำงานนั้น

ประการที่ 6 ต้องพูดจาให้เป็นหลัก
เวลางานต้องพยายามพูดให้เป็นเรื่องจริงจัง ไม่กลับกลอกโลเลหรือโอนเอนไปมา พูดให้ผู้น้อยเชื่อถือและไว้วางใจได้ ถ้าเป็นเวลาเล่่นสนุกสนานก็พูดให้สนุกครื้นเครงแก่กาละเทศะ และควรพูดแต่ความจริง คำอ่อนหวาน สมานไมตรี มีประโยชน์ คำพูดเป็นสิ่งสำคัญของผู้ใหญ่ เพราะผู้ใหญ่มักจะทำงานด้วยปาก ไม่ใช่ด้วยมือ จึงจำเป็นต้องใช้ปากเป็นอาวุธ เป็นเครื่องมืออันสำคัญสำหรับทำงานมากมายใหญ่โต คำพูดที่ดีเพียงสองสามคำย่อมสำเร็จไปได้ด้วย ความเรียบร้อย คำพูดที่ดีย่อมเหมือนน้ำมันเครื่องที่ดี หยอดลงไปในเครื่องเล็กน้อยเท่านั้น ย่อมเป็นเครื่องหล่อลื่นทำให้เครื่องจักรที่ใหญ่โตหมุนจี๋ และทำงานได้โดยเรียบร้อยตลอดทั้งวัน

ผู้ใหญ่ที่พูดเป็น พูดไพเราะถูกใจผู้น้อยแล้ว ผู้น้อยก็ทำงานได้อย่างสบายใจ โดยไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยและสำเร็จด้วยดี มีภาษิตว่า “อาวุธใดในพิภพไม่ลบปาก งานน้อยมากฟันฟาดขาดเป็นสิน” ผู้ใหญ่จึงต้องพยายามพูดให้จริง ให้มีประโยชน์ไพเราะน่าฟัง อย่าให้ตำหนิได้ว่า “เป็นผู้ใหญ่ไม่มีหลัก พูดเหมือนไม้ปักขี้ควาย”

ประการที่ 7 ไม่ตั้งอยู่ในอคติ 4 ประการ
เมื่อมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ต้องทำด้วยสติปัญญาไตร่ตรองใคร่ครวญให้ละเอียดถี่ถ้วน ระวังไม่ให้จิตใจประกอบไปด้วยอคติ 4 คือ ลำเอียงเพราะความชอบพอรักใคร่ 1 ลำเอียงเพราะชัง 1 ลำเอียงเพราะกลัว 1 ลำเอียงเพราะหลง 1 และตั้งอยู่ในความยุติธรรม ก็ย่อมจะเป็นที่เคารพยำเกรงของผู้น้อย

ประการที่ 8 มีพรหมวิหาร 4 เป็นหลักประจำใจ
ผู้ใหญ่ที่ดีย่อมดำรงตนมั่นคงอยู่ในพรหมวิหารสี่เป็นประจำในตัวผู้น้อยเป็นนิจ กล่าวคือ มีเมตตา รักใคร่ ปรารถนาให้ผู้น้อยได้รับความร่มเย็นเป็นสุขโดยทั่วกัน 1 กรุณา สงสาร ช่วยเหลือผู้น้อยที่ทุกข์ยากจนเต็มความสามารถ 1 มุทิตา พลอยยินดีต่อผู้น้อยที่มีความเจริญ แม้จะได้รับยกย่องดีกว่าตนก็ไม่คิดริษยา 1 อุเบกขา วางตนเฉยๆในเวลาที่เห็นผู้น้อยต้องได้รับโทษ หรือรับความวิบัติที่ตนไม่สามารถที่จะช่วยได้ หรือตนช่วยแล้วแต่ไม่สำเร็จ 1

ประการที่ 9 ประพฤติตามสังคหวัตถุ 4

  1. ให้สิ่งของต่างๆ เพื่อสงเคราะห์ผู้น้อย หรือให้เพื่อเป็นรางวัลในการที่เขาทำดี เรียกว่า ทาน
  2. เจรจาด้วยถ้อยคำที่ไพเราะและอ่อนหวาน เป็นคำที่มีประโยชน์ต่อผู้น้อยจะได้เอาไปคิด หรือทำให้เกิดกำลังใจ เรียกว่า ปิยวาจา
  3. หาโอกาสให้ความช่วยเหลือผู้น้อยในกรณีต่างๆเสมอๆ เรียกว่า อัตถจริยา
  4. วางตนสม่ำเสมอต่อผู้น้อย ไม่ถือตัวว่าเป็นนาย มีอำนาจโดยการแสดงตนให้เป็นเหมือนพ่อ เพื่อน พี่ ตามกาละเทศอันควร เรียกว่า สมานัตตตา

ประการที่ 10 ตรงต่อเวลา
ต้องรักษาให้เที่ยงตรงอยู่เสมอ มิฉะนั้นก็จะทำให้ผู้น้อยดูถูกและเอาอย่างที่ไม่ดีไปใช้ ยิ่งกว่านั้นงานบางอย่างที่พอจะเสร็จเร็วก็กลับช้ายิ่งขึ้นเพราะรอผู้ใหญ่มาเซ็นเท่านั้น จึงทำให้ไม่ได้ประโยชน์เท่าที่ควร หากผู้ใหญ่ไม่ค่อยตรงเวลาแล้ว การงานต่างๆ มักจะเคลื่อนคลาดไปหมด ควรทำตัวให้เป็นแบบอย่างอันดี

ประการที่ 11 มีวิธีทำงานที่ดี
ต้องมีความรู้ที่ละเอียดในการงานที่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบ มีเทคนิคในการทำงานนั้น สามารถทำให้สำเร็จโดยเร็วและเรียบร้อยกว่าธรรมดา ทั้งอาจสั่งสอน ชี้แจง ให้ผู้น้อยเกิดความรู้พิเศษจากที่เขาได้เรียนมาและทำให้ดูได้ด้วย และทำได้ตามความรู้นั้นๆด้วย เพราะงานบางอย่างนั้นถ้าทำไม่ถูกวิธีแล้ว ทำให้ต้องใช้คนมาก และเสร็จลงด้วยความลำบาก เช่นการยกไม้ซุงขึ้นม้าสำหรับเลื่อย ถ้าใช้คน 10 คน ก็ยกไม่ขึ้น แต่คนเลื่อยไม้เพียง 2 คน รู้จักวิธี ค่อยๆดีดไม้ซุงขึ้นมาทีละน้อยๆ ก็เอาไม้ขึ้นมาเลื่อยได้อย่างง่ายดาย

Share
Jan 03

หน้าที่ผู้บังคับบัญชาและหน้าที่ผู้ใต้บังคับบัญชา 11 วิธีเพื่อความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน

สังคมโลกเจริญรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว การติดต่อสื่อสารกระทำกันได้ภายในไม่กี่วินาที การทำงานจะประสบความสำเร็จ หรือ ล้มเหลว ก็เกิดขึ้นภายในไม่กี่วินาทีเช่นกัน การสื่อสารที่ว่านี้รวมถึงคำพูดที่พูดออกมาจากปาก รวมทั้งดวงตาและท่าทางที่แสดงออกมานั้น จักส่งผลถึงความสำเร็จหรือล้มเหลวในการงานได้ด้วย บุคคลจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

กิจการน้อยใหญ่จักสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ก็เพราะบุคคลที่เรียกว่า ผู้บังคับบัญชา และผู้รับคำบัญชาหรือผู้ใต้บังคับบัญชา จักต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามหน้าที่ของตน เพื่อเป็นการผูกใจและอยู่ร่วมกันด้วยความสงบสุข และเพื่อให้ลุไปถึงความสำเร็จแห่งการงานนั้นๆ

หัวใจสำคัญในการทำหน้าที่ผู้บังคับบัญชานั้น กล่าวไว้ว่าจะต้องไม่มีอคติ 4 ประการ ได้แก่ ไม่มีความลำเอียงเพราะความรัก, เพราะความชัง, เพราะความกลัว, และเพราะความหลง

ส่วนหัวใจในการทำงานของผู้ใต้บังคับบัญชา สิ่งสำคัญที่สุดคือ ความกตัญญูรู้คุณ และกตเวทีคือตอบแทนคุณ อันเป็นเครื่องหมายของคนดี และถือว่าเป็นพื้นฐานเบื้องต้นของผู้ใต้บังคับบัญชา

Share
Dec 30

บทมงคลสูตร

พะหู เทวา มะนุสสา จะ มังคะลานิ อะจินตะยุง
อากังขะ มานา โสตถานัง พฺรูหิ มังคะละมุตตะมัง
อะเสวะนา จะ พาลานัง
ปัณฑิตานัญจะ เสวะนา
ปูชา จะ ปูชะนียานัง
เอตัมมังคะละมุตตะมัง
ปะฏิรูปะเทสะวาโส จะ
ปุพเพ จะ กะตะปุญญะตา
อัตตะ สัมมา ปะณิธิ จะ
เอตัมมังคะละมุตตะมัง
พาหุสัจจัญจะ
สิปปัญจะ
วินะโย จะ สุสิกขิโต
สุภาสิตา จะ ยา วาจา
เอตัมมังคะละมุตตะมัง
มาตาปิตุอุปัฏฐานัง
ปุตตะทารัสสะ สังคะโห
อะนากุลา จะ กัมมันตา
เอตัมมังคะละมุตตะมัง
ทานัญจะ
ธัมมะจะริยา จะ
ญาตะกานัญจะ สังคะโห
อะนะวัชชานิ กัมมานิ
เอตัมมังคะละมุตตะมัง
อาระตี วิระตี ปาปา
มัชชะปานา จะ สัญญะโม
อัปปะมาโท จะ ธัมเมสุ
เอตัมมังคะละมุตตะมัง
คาระโว จะ
นิวาโต จะ
สันตุฏฐี จะ
กะตัญญุตา
กาเลนะ ธัมมัสสะวะนัง
เอตัมมังคะละมุตตะมัง
ขันตี จะ
โสวะจัสสะตา
สะมะณานัญจะ ทัสสะนัง
กาเลนะ ธัมมะสากัจฉา
เอตัมมังคะละมุตตะมัง
ตะโป จะ
พรัหมะจะริยัญจะ
อะริยะสัจจานะ ทัสสะนัง
นิพพานะสัจฉิกิริยา จะ
เอตัมมังคะละมุตตะมัง
ผุฏฐัสสะ โลกะธัมเมหิ จิตตัง ยัสสะ นะ กัมปะติ
อะโสกัง
วิระชัง
เขมัง
เอตัมมังคะละมุตตะมัง
เอตาทิสานิ กัตฺวานะ สัพพัตถะมะปะราชิตา
สัพพัตถะโสตถิง คัจฉันติ
ตันเตสัง มังคะละมุตตะมันติ

Share
Dec 30

บทสวดนพเคราะห์

สำหรับคนเกิดวันอาทิตย์
(สวด 6 จบ)

อุเทตะยัญจักขุมา เอกะราชา
หะริสสะวัณโณ ปะฐะวิปปะภาโส
ตัง ตัง นะมัสสามิ หะริสสะวัณณัง
ปะฐะวิปปะภาสัง
ตะยัชชะ คุตตา วิหะเรมุ ทิวะสัง
เย พราหมะณา เวทะคุ สัพพะธัมเม
เต เม นะโม เต จะ มัง ปาละยันตุ
นะมัตถุ พุทธานัง นะมัตถุ โพธิยา
นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา
อิมัง โส ปะริตตัง กัตตะวา โมโร จะระติ เอสะนาฯ
อะเปตะยัญจักขุมา เอกะราชา
หะริสสะวัณโณ ปะฐะวิปปะภาโส
ตัง ตัง นะมัสสามิ หะริสสะวัณณัง ปะฐิวิปปะภาสัง
ตะยัชชะ คุตตา วิหะเรมุ รัตติง
เย พราหมะณา เททะคุ สัพพะธัมเม
เต เม นะโม เต จะ มัง ปาละยันตุ
นะมัตถุ พุทธานัง นะมัตถุ โพธิยา
นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา
อิมัง โส ปะริตตัง กัตตะวา โมโร วาสะมะกัปปะยีติฯ

สำหรับคนเกิดวันจันทร์
(สวด 15 จบ)

ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ
โยจามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท
ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง
พุทธานุภาเวนะ วินาสะเมนตุฯ
ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ
โยจามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท
ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง
ธัมมานุภาเวนะ วินาสะเมนตุฯ
ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ
โยจามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท
ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง
สังฆานุภาเวนะ วินาสะเมนตุฯ

สำหรับคนเกิดวันอังคาร
(สวด 8 จบ)

ยัสสานุภาวะโต ยักขา เนวะ ทัสเสนติ ภิงสะนัง
ยัมหิ เจวานุยุญชันโต รัตตินทิวะมะตันทิโต
สุขัง สุปะติ สุโต จะ ปาปัง กิญจิ นะ ปัสสะติ
เอวะมาทิคุณู เปตตัง ปะริตตัง ตัมภะณามะ เหฯ

สำหรับคนเกิดวันพุทธกลางวัน
(สวด 17 จบ)

สัพพาสี วีสะชาตีนัง ทิพพะมันตาคะทัง วิยะ
ยันนาเสติ วิสัง โฆรัง เสสัญจาปิ ปะริสสะยัง
อาณักเขตตัมหิ สัพพัตถะ สัพพะทา สัพพะปาณินัง
สัพพะโสปิ นิวาเรติ ปะริตตันตัม ภะณามะ เหฯ

สำหรับคนเกิดวันพุธกลางคืน
(สวด 12 จบ)

กินนุ สันตะระมาโน วะ ราหุ สุริยัง ปะมุญจะติ
สังวิคคะรูโป อาคัมมะ กินนุ ภีโต วะ ติฏฐสีติ
สัตตะธา เม ผะเลมุทธา ชีวันโต นะ สุขัง ละเภ
พุทธะคาถา ภิคีโตมหิ โน เจ มุญเจยยะ สุริยันติ
กินนุ สันตะระมาโน วะ ราหุ จันทัง ปะมุญจะสิ
สังวิคคะรูโป อาคัมมะ กินนุ ภีโต วะ ติฏฐะสีติ
สัตตะธา เม ผะเลมุทธา ชีวันโต นะ สุขัง ละเภ
พุทธะคาถา ภิคีโตมหิ โน เจ มุญเจยยะ จันทิมันติ

สำหรับคนเกิดวันพฤหัสบดี
(สวด 19 จบ)

ปูเรนตัมโพธิสัมภาเร นิพพัตตัง โมระโยนิยัง
เยนะ สังวิหิตารักขัง มะหาสัตตัง วิเนจะรา
จิรัสสัง วายะมันตาปิ เนวะ สักขิงสุ คัณหิตุง
พรัหมะมันตันติ อักขาตังปะริตตันตัม ภะณามะ เหฯ

สำหรับคนเกิดวันศุกร์
(สวด 21 จบ)

อัปปะสันเนหิ นาถัสสะ สาสะเน สาธุสัมมะเต
อะมะนุสเสหิ จัณเฑหิ สะทากิพพิ สะการิกิ
ปะริสานัญจะตัสสันนะ มะหิงสายะ จะ คุตติยา
ยันเทเสสิ มะหาวีโร ปะริตตันตัม ภะณามะ เหฯ

สำหรับคนเกิดวันเสาร์
(สวด 10 จบ)

ยะโตหัง ภะคินิ อะริยายะ ชาติยา
ชาโต นาภิชานามิ
สัญจิจจะ ปาณัง ชีวิตา โวโรเปตา เตนะ
สัจเจนะ โสตถิ เต โหตุ คัพภัสสะ

Share
Dec 30

บทโพชฌังคปริตร

โพชฌังโค สะติสังขาโต ธัมานัง วิจะโย ตะถา
วิริยัมปีติปัสสัทธิ โพชฌังคา จะ ตะถาปะเร
สะมาธุเปกขะโพชฌังคา สัตเต เต สัพพะทัสสินา
มุนินา สัมมะทักขาตา ภาวิตา พะหุลีกะตา
สังวัตตันติ อะภิญญายะ นิพพานายะ จะ โพธิยา
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โสตถิ เต โหตุ สัพพะทาฯ
เอกัสฺมิง สะมะเย นาโถ โมคคัลลานัญจะ กัสสะปัง
คิลาเน ทุกขิเต ทิสฺวา โพชฌังเค สัตตะ เทสะยิ
เต จะ ตัง อะภินันทิตฺวา โรคา มุจจิงสุ ตังขะเณ
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โสตถิ เต โหตุ สัพพะทาฯ
เอกะทา ธัมมะราชาปิ เคลัญ เญนาภิปีฬิโต
จุนทัตเถเรนะ ตัญเญวะ ภะณาเปตฺวานะ สาทะรัง
สัมโมทิตฺวา จะ อาพาธา ตัมหา วุฏฐาสิ ฐานะโส
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โสตถิ เต โหตุ สัพพะทา
ปะหีนา เต จะ อาพาธา ติณณันนัมปิ มะเหสินัง
มัคคาหะตะกิเลสาวะ ปัตตานุปปัตติธัมมะตัง
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โสตถิ เต โหตุ สัพพะทาฯ

Share